. . . Things are not always how they seem
อากาศร้อนแล้ว
[จริงๆร้อนมาเป็นเดือนแล้วนะเธอ]
บรรยากาศแถวๆ นี้ก็ร้อน... ร้อนร้อน
เรื่องไม่เกี่ยวกันที่ดันเกี่ยวกัน มีอยู่ว่า
วันก่อนนั่งดู CSI ซีซั่น 11
คุณหมอแลงสตันพูดถึงนักปรัชญาคนนึง
และทฤษฎีที่ว่าด้วย To have or to be
[คำหลายคำเป็นวลี
ไม่ต้องมี hyphen คั่นให้อ่านลำบากล่ะ]
ซึ่งเป็นผลงานของ Erich Fromm
นักปรัชญาชาวเยอรมัน
หรือที่คุณหมอแลงสตันพูดถึงว่าเป็น
Having orientation vs. Being orientation
หรือแนวโน้ม 'อยากมี' กับแนวโน้ม 'อยากเป็น'
ซึ่งเป็น 2 ทางเลือกที่แย่งกันยึดครองจิตวิญญาณของมนุษย์

ภาพจาก theglaringfacts.com
ออกตัวก่อนนะคะว่า อิฉันไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญทางปรัชญา
[ออกจะปัดไปปัดมามากกว่า]
แถมยังไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษด้วย
การแปลอาจจะแหม่งๆไปบ้าง ขออภัยมา ณ จุดนี้
แนวโน้ม 'อยากมี' จะยึดติดกับวัตถุ ลาภ ยศ สรรเสริญ
และมีรากมาจากความโลภและความก้าวร้าว
ในขณะที่แนวโน้ม 'อยากเป็น' มีรากฐานมาจากความรัก
และความอยากจะเข้าใจ
คุณ 'อยากเป็น' นี่อยากจะให้คนเราแบ่งปันประสบการณ์
และทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
[ฟังดูเหมือนคำปฏิญาณตนยุวกาชาดยังไงไม่รู้]
มนุษย์ทุกคนมีความต้องการหลายระดับ
ถ้าเอาง่ายๆตาม Maslow's hierachy of need
[คิดว่าหลายคนคงเห็นมาหลายรอบแล้วมั้ง
ไม่เป็นไร เขียนทบทวนให้อีกรอบค่ะ
เพราะมันเกี่ยวกับที่จะเขียนต่อไปและต่อไป <<จะจบมั้ยนั่น?]
ขั้นแรก คนเรามีความต้องการทางกาย: physiological
อันได้แก่พวกปัจจัย 4 น้ำ อากาศ การพักผ่อน ทั้งหลายทั้งแหล่
ขั้นที่ 2 คือความปลอดภัย หรือ safety
จำพวกความรู้สึกมั่นคงด้านการงาน การเงิน สุขภาพ ฯลฯ
ขั้นที่ 3 คือความรู้สึกมีส่วนร่วม หรือ belongingness
ความรัก ครอบครัว เพื่อน คู่ชีวิต เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
ขั้น 4 คือความนับถือ [esteem]
ไม่ว่าจะเป็นความนับถือตัวเอง ความเซลฟ์ ความนับถือจากผู้อื่น
และขั้นสุดท้ายคือ self actualization
หรือการเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองเป็นได้

ภาำพจาก psychology.wikia.com
จะเห็นได้ว่า ความต้องการ 4 ขั้นแรก
เป็นความต้องการ 'อยากมี' หรือ having orientation ทั้งนั้น
ซึ่งมันไม่ผิด ถ้าคนเราจะ 'อยากมี' สิ่งที่ตัวเอง 'ต้องมี'
เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ไม่สติแตก
แต่วิธีการที่จะได้มานั่นสิ ที่มีปัญหา
บางคนอยากมีสิ่งที่ตัวเองยังไม่มีสิทธิจะมี
ก็ทำทุกวิถีทางที่จะได้มา
จะเหยียบหัวใครมาบ้าง ผิดมารยาท ผิดกฎอะไรบ้าง ก็ไม่สนใจ
พอมีแล้ว อยากได้ความนับหน้าถือตา
ก็ปั้นเรื่องบ้าง ตัวเองมี 7 [ซึ่งก็เยอะแล้ว]
แต่เล่าให้คนอื่นฟังว่ามีซะ 25 บ้าง
ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จบ้าง
แต่ก็ได้ความเคารพความเห็นใจสมใจ
ถ้า Maslow พูดถูกจริง
พอคนประเภทนี้ได้ความเคารพแล้ว
ก็ได้แต่หวังว่าเค้าจะ 'อยากเป็น' สิ่งที่ดีที่สุดที่เค้าสามารถเป็นได้
แต่ฉันว่าฉันขอไม่เชื่อ Maslow ในหลายๆกรณีนะ
เพราะความนับถือจากคนอื่น
หรือที่ฉันแอบเรียกว่า 'โรคเสพติดอวย'
มันเป็นยาเสพติดอย่างร้ายแรง
คนเรามีแนวโน้มที่จะเลือกฟังสิ่งที่ตัวเองอยากฟังอยู่แล้ว
ยิ่งมีแนวร่วมมาอวย ก็ยิ่งฟัง
ฟังมาก บางครั้งไม่สามารถแยกแยะได้
ว่าอันไหนจริงใจ อันไหนจริงโจ้
ก็เลิกแยกแยะมันล่ะ คนมาอวยว่าสวย ว่าเก่ง ว่าเริ่ด
เอ้า! สวยก็สวย เก่งด้วย
ซักพักมันจะกลายเป็นการสะกดจิตตัวเอง
ว่าชั้นสวย ชั้นเก่ง ชั้นเริ่ดที่สุดในสามโลก
ใครมาขวางน้ำ ว่าเอ่อ... มันไม่น่าถึงขั้นนั้นนะ
ก็ฟาดงวงฟาดงา อาละวาดให้ชาวประชาหวาดกลัว
หรือไม่ก็ร้องไห้กระซิกๆ เรียกร้องความเห็นใจ
ยิ่งพรีเซนท์ตัวเองใน 2 แนวนี้ คนก็ยิ่งมาอวย
กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ไม่มีที่สิ้นสุด
ซึ่งอันที่จริง
คนเราไม่จำเป็นต้องสะกดจิตตัวเองที่ว่าเนี่ยเลยนะ
ถ้าเอนเอียงไปทาง Being orientation
ด้วยการทำดี เปิดใจ ทำอะไรเท่าที่ตัวเองทำได้
แล้วความงาม ความดี ความสามารถของคุณ
จะออกสู่สายตาชาวโลกเอง

. . . Will you be ready?
Fromm ทำนายไว้ตั้งกะปี 76 ว่่า
ด้วยแนวโน้มของพลวัตรแห่งวัตถุนิยม
สุดท้าย คุณ 'อยากมี' จะชนะคุณ 'อยากเป็น'
และจะเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาหายนะมาสู่โลก
ลองมองไปรอบๆตัวดูสิ
ว่ามีของที่เราเก็บไว้ ไม่ยอมทิ้งอยู่เท่าไหร่?
มีของที่ซื้อเพราะ 'อยากซื้อ' อยู่เท่าไหร่?
ถ้าเทียบเงินที่เราซื้อของที่ 'อยากมี' ให้ตัวเอง
เทียบกับสิ่งที่เรา contribute ให้กับสังคม
อันไหนมีมากกว่ากัน?
[ไม่ต้องคนอื่นหรอก ฉันเองก็เป็น
เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เต็มตู้
แต่ก็ซื้อใหม่ตลอดเวลา -"-]
เราอยากให้คนชื่นชม นับหน้าถือตา
แล้วเราทำตัวเพื่อให้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เค้ามองว่าเราเป็นกันแค่ไหน?
ถึงเวลาที่ต้องจากโลกไป
คุณอยากให้โลกจดจำคุณแบบไหน?
Fromm อาจจะมองโลกเป็นขาว-ดำไปนิด
[สมัยนั้นทีวีสีอาจจะยังไม่เผยแพร่เท่าไหร่]
แต่ถ้ามองให้มนุษย์ทุกคนเป็นส่วนผสมสีเทาๆ
สีเทาของคุณหน้าตาเป็นยังไง?
เทาแก่ เทาอ่อน ขาวบริสุทธิ์ หรือดำสนิท?
[ที่มา: Fromm, E. (1976) To Have or to Be, 1979 edn. London: Abacus. 224 pages อ่านออนไลน์ได้ที่นี่]

. . . et cetera
- เปิดคอมเมนต์ให้ถกกันได้เต็มที่
เหมือนเดิม ยินดีรับทั้งก้อนหินและดอกไม้ค่ะ
- นี่พยายามอัพให้บ่อยแล้วนะเนี่ย
- กว่าจะได้เขียนเรื่องทริปที่ไปมาปลายปีที่แล้ว
สงสัยจะครบรอบปีพอดี
- XTreme -
11 มี.ค. 2011 เวลา 13:48 น.




เอ่อ เดี๋ยวไปคิดเรียบเรียงมาก่อน ประเด็นมันมีหลายข้อให้ถกทีเดียว อิฉันเองก็ถกอะไรยากๆไม่ค่อยจะเป็น ถกง่ายๆที่ถกเป็น (และอยากจะถกบ่อยๆ ถ้ามีใครจะมาอยากมอง) ก็ถกกระโปรง _ _" แต่ไม่กล้าจะทำบ่อย เพราะ ยังเกรงใจพ่อแม่อยู่บ้าง เดี๋ยวถกไปถกมา เหลือแต่บิกินี่แล้วมีคนจำได้ อีกสิบปีเอามาพูดถึงจะอายตัวเอง
เพราะฉะนั้น
เดี๋ยวมาต่อละกันนะจ๊ะ
ปอ ลอ ขอร้อง เซ็ทแบคกราวน์ไม่กลัวคนแก่มาอ่านเลยนะเธอว์ ยิ่งอ่านยาวๆ ยิ่งเวียนหัว ม่าง หยั่งกะ อ่านหนังสือ บนพื้นหลังของรูปสามมิติเรย
ปอ ปอ ลอ เสพติดอวย นี้สงสัยจะเป็นโรคติดต่อทีเดียว บางคนเป็นไม่มาก ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ไปตอหลดทอแรอะไรใส่ใคร ถ้ามีเจ็ดแล้วแฮปปี้ดีว่าตัวมีเจ็ดแล้วมีคนมาชื่นชมว่า อร๊ายยย แหม มีความสุขดีจังเลยจ๊ะ มีเจ็ดแล้วกล้าบอกว่ามีเจ็ด อันนี้ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ช่างเค้าเหอะ แต่ถ้า "อยากมี" จนถึงขนาดต้องปั้นเรื่องนี่ เอ่อ เดี๋ยวมาต่ออีกที อันนี้ มันเหมือนคนโกหกเล็กๆน่ะ โกหกตอนแรกๆ เรื่องเล็กๆ เอ่อ คิดเอาเองว่า ไม่เป็นไรหรอก โกหกตัวเอง แล้วรู้สึกดี โกหกโดยไม่ตั้งใจ คิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้ รู้ก็ช่างเค้า เราไม่ได้ไปเหยียบเท้าใคร อันนี้ เราว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นการโกหกที่มีแนวโน้มว่า ครั้งต่อๆไปจะโกหกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เอ้อ เอ้อ เดี๋ยวมาต่อละกัน ยังไม่ได้เปิดประเด็นอะไรเลยก็ยาวอีกแล้ว
ปอ ปอ ปอ ลอ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ข้อแรกสุดเลย คนทั่วไปไม่ค่อยมีสติกำกับ ถ้าเรามีสติในการดำรงชีวิต มีสติในการอ่าน การรับข้อมูล ก็จะค่อยๆเห็นอะไรเป็นอะไรเองนั่นล่ะ
โอ๊ยยย เดี๋ยวมาต่อ
มาสโลว์ โอ้ว ลุงแกไปทุกวงการจริงๆ นับไม่ถูกว่าเจอลุงแกกี่หนแล้ว
ไม่ค่อยเชื่อแกเท่าไหร่เพราะว่า บางคนเขาอาจจะไม่ต้องมีครบทุกขั้นเขาก็มีความสุขเต็มเปี่ยมแล้ว หรือบางคนมี self actualisation ทั้งๆ ที่ไม่มองว่าตัวเองมี esteem หรือเปล่า
esteem นี่เป็นสิ่งที่มันมียาก มายาก รักษายากสำหรับแบม บางทีก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง กับความสำเร็จที่อยู่ตรงหน้า แต่มันไม่ใช่ว่าจะเอาไปยืดอวดใคร พอมีคนมาชมว่าเก่ง ชมว่าถ้าเป็นแบมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ได้ กลายเป็นไม่มั่นใจซะงั้นว่าตัวเองมีดีจริงๆ ถ้าเราทำไม่ได้ เราทำให้เขาผิดหวังล่ะ อะไรเงี้ย ยาวเอาไปอัพไดต่อดีกว่า งิงิ
สีเทาของแบมเหรอ ที่รับได้คือเทาควันบุหรี่ ที่มีอยู่คงเป็นเทาจางๆ ค่อนข้างเข้ม ส่วนก้นบึ้งในจิตใจอาจจะเป็นสีดำ
รออ่านพี่พิมพาเที่ยวนะคะ แต่แอบดูรูปกับอ่านเรื่องไปพลางๆ มาบ้างแล้ว :) (ทริปเดียวกันกะที่คิดปะคะเนี่ย)
(หรือกลัวหาว่าอวย! =D)
to be กับ to have, จริงๆ อยากมี อยากเป็น มันก็เป็นกิเลสทั้งคู่ แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่ ความต้องการ ความอยากได้ มันไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่อยากเป็น มันก็มีด้านดีที่ทำให้เกิดความทะเยอทะยานที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่ถ้ามันมากเกินไปก็อย่างที่เราเห็น เอ๊ะ แต่มันคงไม่ใช่ในกรณีที่อยากเป็นดร.เพราะรู้ว่าชาตินี้อาจจะไม่ได้แต่งงาน.. ฮา (มุขขำๆ นะคะ)
ต้องว่ามันก็ตลกดีนะ คนบางคนพยายามขวนขวายไขว่คว้า บางสิ่งบางอย่าง เพื่อทำให้คนอื่นยอมรับ ต้องเอาสายสร้อยสายสะพายอะไรมาตกแต่งประดับประดาตัวเอง .. ยิ่งทำก็ยิ่งมองเห็นแล้วรู้สึกว่าลึกๆ แล้วคนพวกนี้ช่างขาดความมั่นใจในตัวเองจริงๆ ต้องก็ไม่เข้าใจนะว่าไอ้การได้รับคำเยินยอจากคนอื่น ใครก็ไม่รู้ พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงก็ไม่ใช่ มันจะมีความหมายขนาดนั้น .. บ้าหรือเปล่านี่ เหอะๆ
>คุณอยากให้โลกจดจำคุณแบบไหน?
Is it necessary? Since nothing lasts, everything will be forgotten sooner or later.
เราไม่รู้ว่ามีอะไรต่อหลังจากชีวิตดับสูญไปแล้ว แต่ก็พอประมาณได้ว่าถ้ากลับมาเกิดอีกทียังไงก็จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้ เพราะฉะนั้น จะมีหรือจะเป็น มันเป็น non issue หรือเปล่า?
บางทีคำถามที่สำคัญกว่าจะมีหรือจะเป็น อาจจะเป็นว่า ถ้ารู้ว่าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ความจำก็อาจจะเอาไปไม่ได้ด้วย given this แล้วเราควรจะใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างไร?
ปล. เก็บเอาไปคิดหลายวันมากเนื่องจากกำลัง question การทนทำงานที่กำลังทำอยู่ ว่าเราทำเพราะความ "อยากมี" อะไรกันแน่ และมันจะทนไปได้ถึงไหนกัน
เมื่อไรมีน้องครับ อายุอานามก็มากขึ้นทุกวัน